“ปางควาย เวียงหนองหล่ม” ความเสียหายทางภูมิวัฒนธรรม ผลกระทบจากโครงการพัฒนาในพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติที่ไร้ EIA

…. คนก็คนทำนาประสาคน คนกับควายทำนาประสาควาย

คนกับควายความหมายมันลึกล้ำ ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน

แข็งขันการงานมาเนิ่นนาน สำราญเรื่อยมาพอสุขใจ

 

“หนองเวียง” หรือที่เรารู้จักกันในนาม “เวียงหนองหล่ม” เป็นหนองน้ำและบริเวณที่ลุ่มต่ำ รูปร่างยาวตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือ – ตะวันตกเฉียงใต้ ปิดล้อมด้วยเนินเขา ยกเว้นด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบเปิดโล่งจนถึงแม่น้ำโขงบริเวณด้านใต้ของ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย น้ำในแอ่งหนองเวียงระบายสู่แม่น้ำกกทางทิศตะวันออกตามลำน้ำแม่ลัว แต่ในฤดูน้ำหลากน้ำจากแม่น้ำกกจะหลากเข้าท่วมไปในหนองเวียงทำให้เกิดบึงน้ำขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำ เวียงหนองหล่ม” ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างตำบลจันจว้า ตำบลจันจว้าใต้ ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน และตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ในลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำกก มีเนื้อที่ประมาณ 14,457 ไร่ และเป็นส่วนหนึ่งของแอ่งเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเนื้อที่ราว 39,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลใน อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลจันจว้าใต้ ตำบลจันจว้า และตำบลท่าข้าวเปลือก (อำเภอแม่จัน) รวมไปจนถึงตำบลโยนก (อำเภอเชียงแสน) มีชุมชนที่ตั้งอยู่โดยรอบทั้งสิ้น 20 ชุมชน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เช่น ปลา นก และพืชต่างๆ บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพื้นที่เวียงหนองหล่มมีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติซึ่งเกิดจากแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกแม่จัน – เชียงแสน ที่ผ่านบริเวณตอนกลางของเวียงหนองหล่ม




พื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่มเป็น “หม้อขางหลวง” หมายถึง แอ่งกระทะขนาดใหญ่ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศ ก่อให้เกิดความหลากหลายของพืชและสัตว์วิถีการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนท้องถิ่นรอบพื้นที่เวียงหนองหล่ม ระบบนิเวศทางสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศทางวัฒนธรรมได้หล่อหลอมและเกื้อกูลให้อยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลมายาวนาน นอกจากนั้นบริเวณพื้นที่โดยรอบเวียงหนองหล่มยังเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปางควาย” ซึ่งบริเวณพื้นที่เวียงหนองหล่มมีปางควายอยู่จำนวน 3 ปาง ได้แก่ ปางควายบ้านห้วยน้ำราก หมู่ที่ 4ตำบลจันจว้า ปางควายบ้านต้นยาง หมู่ที่ 7 ตำบลจันจว้า และปางควายบ้านป่าสักหลวง หมู่ที่ 1ตำบลจันจว้า มีควายที่เกษตรกรเลี้ยงรวมกันประมาณ 2,000 ตัว 

และแล้ววันหนึ่ง ปลายปี 2553 วิถีชีวิตและนิเวศวัฒนธรรมของพี่น้องชุมชนท้องถิ่นรอบเวียงหนองหล่มก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางมาตรวจราชการ ณ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 และได้มีข้อสั่งการผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและจังหวัดเชียงราย รวมถึงทุกส่วนราชการ ร่วมกันขับคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาเวียงหนองหล่มครอบคลุมทุกมิติ ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี

ต่อมา คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ได้มีคำสั่งที่ 1/2564 ลงวันที่ 26 มกราคม 2564 แต่งตั้งคณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย และได้เสนอร่างแผนหลักการอนุรักษ์ พัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จำนวน 5 ด้าน 39 โครงการ งบประมาณ 3,024.59 ล้านบาท

คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้มีการประชุมครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2565 และมีมติเห็นชอบแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ 14,091 ไร่ จำนวน 65 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มความจุเก็บกักเป็น 24.22 ล้าน ลบ.ม. (เพิ่มขึ้น 17.83 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำที่ผันเข้าพื้นที่ 35.00 ล้าน ลบ.ม./ปี พื้นที่รับประโยชน์ 49,792 ไร่ ครัวเรือนรับประโยชน์ 14,531 ครัวเรือน ลดความเสียหายจากพื้นที่น้ำท่วม 13,300 ไร่  แต่ไม่มีรายงานที่เกี่ยวกับผลกระทบซึ่งจะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนชุมชนโดยรอบ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในรายงานแผนหลักการพัฒนาฯ ฉบับดังกล่าวเลย

 

โครงการขุดลอกแก้มลิงเวียงหนองหล่มไม่เหมือนที่ชาวบ้านได้เสนอความคิดเห็นไว้

 

“โครงการแก้มลิงเวียงหนองหล่ม” เป็นโครงการที่เหมือนโครงการหลัก ซึ่งอยู่ในแผน “บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ดำเนินการโดยกรมชลประทาน งบประมาณรวมทั้งสิ้น 955 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม จากรายงานแผนปฏิบัติการการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ระบุเพียงข้อเสนอแนะมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการขุดลอกตะกอนดิน เท่านั้น และมิได้มีรายละเอียดการศึกษาในด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับการดำเนินงานโครงการขุดลอก ดังนั้น จึงสามารถอธิบายความได้ว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมต่อพี่น้องชุมชนโดยรอบพื้นที่เวียงหนองหล่ม โดยเฉพาะปัญหาผลกระทบต่อชุมชนปางควายโดยรอบเวียงหนองหล่ม ซึ่งมีทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนผลกระทบต่อความหลากทางทางชีวภาพ จึงไม่มีมาตรการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมที่ผ่านการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมาก่อน 



กระบวนการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนต่อการแสดงความคิดเห็นในการดำเนินงานโครงการเวียงหนองหล่ม ไม่ว่าจะดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาจัดทำรายงานแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย 
กลับพบว่า ข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องที่พี่น้องประชาชนซึ่งได้เสนอในการประชุมประชาคมหมู่บ้าน หรือการประชุมร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลับไม่มีการนำมากำหนดเป็นมาตรการหรือกำหนดเป็นแบบแปลนในการดำเนินงานโครงการ 

อาทิ ข้อเสนอความลึกในการขุดลอกที่ชุมชนเสนอว่า 2 เมตร แต่ในการดำเนินการจริงกลับขุดลอกไม่ต่ำกว่า 3 เมตร หรือ ข้อเสนอการจัดพื้นที่โซนนิ่งสำหรับการเลี้ยงสัตว์ การดำเนินงานโครงการก็มิได้กำหนดพื้นที่ให้สอดคล้องกับที่ตั้งของปางควายเดิม หรือแม้แต่การคงไว้ซึ่งพื้นที่ “ป่าอั้น” ที่เป็นพื้นที่และพืชบ่งชี้ความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพในเวียงหนองหล่ม ก็มิได้มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าจะให้มีพื้นที่คงเหลือจากการขุดลอกเท่าไหร่ เป็นต้น
        
ทั้งนี้เมื่อกลับไปพิจารณาถึงระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกี่ยวข้องกับ “พื้นที่ชุมน้ำ” ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงของการประกาศให้แอ่งเชียงแสนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ก็พบว่า เดิมทีภาครัฐเคยให้ความสำคัญต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะแอ่งเชียงแสนได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ

 

ประกาศให้ “แอ่งเชียงแสน” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และกำหนดมาตรการให้มี EIA สำหรับโครงการพัฒนาใดๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศ 

 

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2543 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ แอ่งเชียงแสน” ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในระดับต้นๆของประเทศไทย มีขนาดกว้างใหญ่มากกว่ากว๊านพะเยาถึง 26,169 ไร่ (แอ่งเชียงแสนมีเนื้อที่ 39,000 ไร่ กว๊านพะเยามีเนื้อที่ 12,831 ไร่ ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพสูง ให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติ และขึ้นทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติของประเทศไทย 61 แห่ง (แอ่งเชียงแสนเป็น ใน 61 ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้ความเห็นชอบ)  พร้อมทั้งเห็นชอบในมาตรการอนุ่รักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ


โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 กำหนดให้ “แอ่งเชียงแสน” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์ และกำหนดให้ “เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย” เสนอเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) โดยได้กำหนดมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ และระดับชาติไว้ 12 ข้อ ทั้งนี้ในมาตรการฯ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในข้อที่ 6 ว่า


“ให้มีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการพัฒนาใดๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ”

หมายความว่า การดำเนินงานโครงการใดๆ ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีแนวโน้มก่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศต้องทำรายงาน “อีไอเอ” 

จะเห็นได้ว่ามติคณะรัฐมนตรี 1 สิงหาคม 2543 ได้ให้ความสำคัญต่อการการกำหนดนโยบายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กำหนดมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติและระดับชาติ ให้มีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( EIA) สำหรับโครงการพัฒนาใดๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ

นอกจากนี้มติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2553  เห็นชอบในการรับรองข้อตกลงการเป็นพันธมิตรสำหรับการอนุรักษ์นกอพยพและการใช้ประโยชน์ถิ่นที่อยู่อาศัยของนกอพยพอย่างยั่งยืนในเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก – ออสเตรเลีย (Partnership of the Conservation of Migratory Water birds and Sustainable Use of their Habitat in the East Asian – Australasian Flyway) โดยเห็นชอบตามความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติของประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี ให้เป็นเครือข่ายอนุรักษ์นกอพยพตามโครงการความร่วมมือดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ แอ่งเชียงแสนและเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำหลักที่ควรได้รับการสนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชนและส่วนราชการ ในการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยและชนิดพันธุ์ของนกอพยพ

 




การดำเนินโครงการใดๆ ในพื้นที่ชุ่มน้ำ “เริ่มไม่ปรากฏ” ในประเภทและขนาดโครงการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

            

อย่างไรก็ตาม เริ่มปรากฏว่าภาครัฐได้แยกส่วนพื้นที่ชุ่มน้ำออกจากการทำรายงานอีไอเอ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 เพื่อทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 3พฤศจิกายน 2552 โดยพิจารณาว่า มาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ข้อ 10 ที่กำหนดให้มีการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการพัฒนาใดๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ “มีปัญหาในทางปฏิบัติ” และได้กลับไปทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 สิงหาคม 2543 ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศไทยเพิ่มเติม และมาตรการอนุรักษ์ข้อที่ 10

จากเดิม: "..ให้มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการพัฒนาใดๆที่ มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มี ความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ...

เป็น: "..ให้มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ออกตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535.. 
 
อธิบายความได้ว่า โครงการใดก็ตามที่จะเข้าเงื่อนไขทำรายงานอีไอเอ ให้ไปดูประเภทและขนาดโครงการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งพบว่า

ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 19 พฤศจิกายน 2561 (ฉบับที่บังคับใช้ในปัจจุบัน) ในบัญชีแนบท้ายประกาศ ประเภทโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องทำรายงานอีไออี มีทั้งหมด 35 ประเภทโครงการ และไม่ปรากฏว่ามีระบุว่า “โครงการใดๆ ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ” ต้องทำรายงานอีไอเอ

 

เปลี่ยนแปลงหน่วยงานประสานงานและตั้งงบประมาณจาก สผ. เป็น กรมทรัพยากรน้ำ

 

มีความน่าฉงนอยู่ไม่น้อย เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2565 ที่รัฐบาลได้พยายามผลักดันโครงการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการบริหารจัดการงบประมาณถึง 3,024.59 ล้านบาท และได้กลับไปทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 26 สิงหาคม 2540 เพื่อเปลี่ยนแปลงหน่วยงานที่จะบริหารจัดการงบประมาณโครงการในพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยได้มีมติคณะรัฐมนตรี 20 ธันวาคม 2565 เปลี่ยนแปลงหน่วยงานประสานงานระดับชาติ หน่วยงานตั้งงบประมาณสำหรับเป็นเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ตลอดจนหน่วยงานสนับสนุนในการเนินงานตามมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำจากเดิม “สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็น “กรมทรัพยากรน้ำ”

ซึ่งหมายความว่า กรมทรัพยากรน้ำเป็นหน่วยงานที่สามารถตั้งงบประมาณบริหารโครงการในพื้นที่ชุ่มน้ำได้ และแม้โครงการจะมีขนาดใหญ่เท่าใดก็ตามกรมทรัพยากรน้ำก็ไม่ต้องทำรายงาน “อีไอเอ” ยกเว้นว่าเป็นโครงการด้านชลประทานที่มีพื้นที่การชลประทาน ตั้งแต่ 80,000 ไร่ขึ้นไป 

 




“คนกับควาย” นับถอยหลังไปพร้อมๆ กัน

 

ช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่ให้ความสำคัญและไม่ได้มีการกำหนดให้มีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสังคม ในพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม จึงเป็นเหตุที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่มีวิถีชีวิต อาศัยธรรมชาติเวียงหนองล่ม เพื่อประกอบอาชีพ ทำมาหากิน เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย หาปู หาปลา พึ่งพาอาศัยร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคน สัตว์ และธรรมชาติ นับจากวันที่เริ่มต้นโครงการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม นั่นเท่ากับว่า เป็นวันที่เริ่มนับถอยหลัง “ทั้งคนกับควาย” ไปสู่ความล่มสลายของวิถีชีวิตคนกับธรรมชาติเวียงหนองหล่ม

 

เป็นบทเพลงเสียงเพลงแห่งความตาย

ความเป็นคนสลายลงไปพลัน

กฏุมพีกินแรงแบ่งชนชั้น

ชนชั้นชาวนาต่ำลง

เหยียดหยามชาวนาว่าป่าดง

สำคัญมั่นคงคือความตาย

ความคิดเห็น